บทความ

November 11, 2015

*+ไข้เลือดออกระบาด ‘กลาง-อีสานล่าง’ หนัก เตือน ปชช.หากผิดปกติรีบพบแพทย์+*

ไข้เลือดออก1

กรมควบคุมโรค แจง มาตรการป้องกันไข้เลือดออกระบาดหนัก ในพื้นที่ ‘ภาคกลาง-อีสานล่าง’ ย้ำ ปชช.ควรสอดส่องแหล่งเพาะพันธุ์ในบ้าน หากพบอาการผิดปกติ รีบพบแพทย์ทันที คาด ในปีนี้อาจมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีก…
สำหรับข้อมูลเฝ้าระวังโรคสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่ 1 ม.ค.-2 พ.ย.2558 มีผู้ป่วยไข้เลือดออกทั่วประเทศ 102,762 ราย เสียชีวิต 102 ราย และมีแนวโน้มลดลง โดยกลุ่มอายุที่มีอัตราป่วยมากที่สุด คือ ช่วงกลุ่มอายุ 10-14 ปี รองลงมาคืออายุ 5–9 ปี ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน เมื่อเทียบกับปีที่มีการระบาดในปี 2556 พบผู้ป่วยไข้เลือดออก 150,000 ราย และใน กทม. 20,000 ราย ขณะที่ปีนี้พบผู้ป่วยในกทม. 12,708 คน

ไข้เลือดออก4

คาดว่า ผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกจะเพิ่มขึ้น เพราะเป็นฤดูกาลระบาดของโรค ซึ่งทั่วโลกยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาโรคไข้เลือดออกโดยเฉพาะ ฉะนั้น การดูแลรักษาผู้ป่วยต้องทำแบบประคับประคอง เพื่อให้พ้นระยะช็อกหรือเลือดออก จากนั้นผู้ป่วยก็จะกลับมาเป็นปกติ
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยถึง มาตรการการป้องกันโรคไข้เลือดออก กับทางทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ว่า โดยธรรมชาติของโรคไข้เลือดออกจะระบาด ปีเว้นปี หรือ เว้นสองปี ขณะนี้พื้นที่ที่มีการระบาด คือ บริเวณภาคกลางและอีสานตอนล่าง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ปัจจุบันสถานการณ์ยังมีการระบาดอยู่ โดยเฉพาะในปีนี้มีฝน ตกๆ หยุดๆ จึงเอื้อต่อการแพร่ของโรค อย่างที่ทราบว่า ไข้เลือดออก เกิดจากยุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งยุงลายจัดเป็นยุงบ้าน พบทั่วไปบริเวณบ้านและชุมชน

ไข้เลือดออก5

เพื่อดำเนินการควบคุมและป้องกันโรคไม่ให้เกิดการระบาดในการป้องกันควบคุมโรค ขอความร่วมมือในการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายอย่างต่อเนื่อง ตามหลัก 5ป (ปิด เปลี่ยน ปล่อย ปรับปรุง และปฏิบัติจนเป็นนิสัย) ได้แก่ ปิดฝาภาชนะกักเก็บน้ำทุกชนิด เปลี่ยนน้ำทุกๆ 7 วัน ปล่อยปลากินลูกน้ำในภาชนะกักเก็บน้ำ ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้เป็นที่เพาะพันธุ์ของยุง และปฏิบัติตนเองจนเป็นนิสัย จะช่วยให้ลดจำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกลงได้
สิ่งที่ความสำคัญของการควบคุมไข้เลือดออกอยู่ที่ ประชาชน โดยการช่วยกันสำรวจบ้านหรือรอบบ้าน ไม่ให้มีแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย รวมทั้งสังเกตอาการผิดปกติ เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะ จุกแน่นท้อง อาเจียน ซึ่งอาการแบบนี้จะแยกจากโรคอื่นๆ ค่อนข้างยาก หากไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข แล้วอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน ให้รีบกลับไปพบแพทย์อีกครั้ง เนื่องจากอาการจะแสดงชัดเจนในวันที่ 3 หรือวันที่ 4
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

ขอบคุณข้อมูลจาก -/\-
Thairath

More articles by »
Written by: Admin
Tags: , ,

About the Author

Admin





 
 

 
thumb

*+5 โรคร้ายถามหา หาก “กลางวันง่วง กลางคืนตาสว่าง”+*

เชื่อว่ามนุษย์ออฟฟิศ หรือแม้กระทั่งฟรีแลนซ์ และวัยทำงานหลายคนน่าจะเคยมีอาการแ...
by Admin
0

 
 
มะเร็ง2

*+รู้ไว้ก่อนจะสาย!! 15 อาการเริ่มต้นของมะเร็ง อ่านสักนิด เพื่อคนที่คุณรัก+*

ถ้าพูดถึงโรคมะเร็งกันแล้ว หลายๆคนต้องกลัวโรคนี้อย่างแน่นอน เพราะว่าโรคนี้จะเก...
by Admin
0

 
 
food

*+10 อาหาร “ต้องห้าม” ยามเป็น “โรค”+*

เคยไหม?ที่เวลาเราไม่สบาย บางทีจะได้ยินคุณยาย หรือ คุณแม่บอกว่าห้ามรับประทานโน่...
by Admin
0

 

 
น้ำเต้าหู้1

*+เตือน !! น้ำเต้าหู้ ดื่มมากไป อันตรายมาก ก่อโรคร้ายต่อไปนี้+*

     นักวิชาการถกเถียงกันเรื่องการดื่ม น้ำเต้าหู้….บ้างก็ว่าดื่มมากๆเป็นเรื่องด...
by Admin
0

 
 
4-vitamin-C

*+เคล็ดลับ กำจัดอาการภูมิแพ้ ด้วย 4 อาหารใกล้ตัว ไม่มีผลข้างเคียง+*

      หมดกังวลกับคนที่ชอบแพ้อากาศ ทานยารักาาตัวเองขนาดไหนก็ยังไม่หายสักที วันนี...
by Admin
0